บันทึก

posted on 21 Jan 2009 23:59 by blinkbeauty

บันทึกวันละนิด  คิดวันละหน่อย  สมองไม่ฝ่อ

4 เม.ย. 2552

ทำไม? 

ทำไมสมัครงานกับคนไทย  ได้รับการตอบกลับน้อยกว่าคนต่างชาตินะ?  จบคำถาม  อิอิ  ค้นหาต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น

2 เม.ย. 2552

นิทานอะไร?

หากฉันต้องแต่งนิทานสักเรื่องหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร  นิทานเรื่องนั้นคงหลีกหนีไม่พ้นกับเรื่องธรรมดาพร้อมกับการวิ่งตามความฝัน  หลาย ๆ ครั้งที่ฉันดูนิทาน  เรื่องเล่า  หรือเรื่องแต่งมากมาย  ฉันรู้สึกสงสัยว่าทำไมต้องใส่อารมณ์  หรือเพราะว่าฉันเป็นคนไร้อารมณ์บนสีหน้า  หรือเพราะว่าฉันเก็บไว้จนไม่รู้ว่าอารมณ์แบบไหนต้องทำหน้ายังไง  หรือเพราะใครต่อใครหลายคนไม่สังเกตอะไรนอกเหนือจากต้องมีการแสดงสีหน้า  และถ้าหากว่าฉันต้องแต่งนิทานสักเรื่องหนึ่งนั้นจริง ๆ คงจะเป็นนิทานที่จืดชืดเสียจริง ๆ

นิทานของฉันมักจะวนเวียนกับเรื่องเดิม ๆ ความคิดกับการกระทำ  ฉันเป็นคนเฉยชามากพอที่จะไม่สนใจการกระทำของคนอื่น  มองข้ามหลาย ๆ สิ่งไปต่ออะไรต่อมิอะไรที่อาจมีผลกระทบซึ่งกันและกัน  แต่ที่แน่ ๆ ฉันหลีกเลี่ยงคำว่า  การเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เป็นนิจ 

ฉันเพ้อฝัน  ฉันอ่อนไหว  ฉันเอาแต่ใจ  และฉันไร้อารมณ์

30 มี.ค. 2552

วันนี้ 11.00 น. จูงมือลูกสองคนออกนอกบ้าน  ไปหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปรับเล่มงาน  และส่งให้เรียบร้อย  ก็เหน็ดเหนื่อยกับการเดินที่ต้องระแวดระวังมากขึ้นถึงหลาย ๆ เท่า  เห็นครึ้มฟ้าครึมฝน  เลยรีบกลับบ้าน  มาถึงหลังมหาวิทยาลัย  ฝนก็เทตกซะแล้วละ  หลบใต้ต้นไม้หน้าบ้านคนอื่นเค้า  พอฝนซา  ก็พามานั่งใต้ร่มขายของแถว ๆ นั้น  คุยกะลูกไปเรื่อย ๆ ฝนไม่หยุดตก  ส่วนตัวเองน่ะเป็นไข้อยู่แล้วละ  ครั่นเนื้อครั่นตัวสองวันแล้ว  กลัวลูกจะเป็นด้วย  เห็นรถแท๊กซี่ผ่านไปมาบ้าง  เลยบอกให้ลูกนั่งรอนะ  ส่วนฉันก็ลุกออกมาหน่อยมาคอยเพื่อจะเรียกรถ  ท้ายที่สุดได้กลับบ้าน  ดีใจจัง  ส่วนลูกก็ซ่าได้ทุกสถานการณ์  กลับถึงบ้านก็กระโดดโลดเต้นได้เหมือนลิงตามเคย  ดีแล้วที่ไม่เป็นไข้  หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยให้ลูกกินข้าว  แล้วให้กินยาแก้แพ้  แล้วก็เล่นจนมาถึงขณะนี้หลับไปหนึ่งคน  ส่วนคนโตรู้เรื่องบ้างแล้ว  พูดจารู้เรื่อง  พูดง่ายกว่าคนเล็กในวัยเดียวกัน  เอาใจแม่นะ  เพราะเอาโจ๊คมาให้กินถึงที่  อิอิ  ส่วนลูกสาวซ่านอนหลับอยู่ข้าง ๆ แม่อัพบลอก  จะทำงานซักหน่อย  แต่อัพบลอกก่อน  ชีวิตเริ่มกลับมาปกติสุข  อัพบลอกบ่อยขึ้นแน่เรา  ว่าแต่ไปพัทยาสองวันที่ผ่านมาเหนื่อยมาก ๆ เพราะตื่นเช้าพาลูกไปเดินเที่ยว + ใส่บาตร  รู้สึกดี  แต่เมื่ออยู่บนรถก็เหน็ดเหนื่อยเอาการ  ไม่เป็นไร  เพราะว่านาน ๆ ครั้งได้พักผ่อนสบายใจ  ไร้กังวลเรื่องงานและเรียน  เติมพลังใจอีกซักพัก  คงต้องหาอะไรทำจริงจังซักทีนะ

6 ก.พ. 2552

เมื่อวานไปเยี่ยมน้องสาวแฟนมา  เค้าเพิ่งคลอดลูก  อิอิ  น่ารักน่าชังเชียว  จะว่าไปแล้วเวลาผ่านไปเร็วมาก  เลี้ยงลูกโตเอง  ปวดหัวไปอีกแบบละ  แต่เด็กเล็ก ๆ นี่  น่าอุ้ม  น่าหยิก  จับมาหอมเล่น  ตัวเล็กติ๊ดเดียว  ต้องทะนุถนอม  แลยต้องดูอย่างเดียว

เพื่อนพี่สาวแฟนกับพี่สาวแฟนอีกคน  ตามมาติด ๆ ทำไมผู้หญิงที่แบบผู้หญิ๊งผู้หญิงนี่พูดไม่เลิกซักทีก็ไม่รู้  เซ็งอ่ะ  เซ็งจริง ๆ พยายามไม่เซ็ง  มันก็เซ็งนะเนี่ย  เอามาแปะดีกว่า  บลอกช่วยบรรเทา

เค้าบอกว่าแฟนฉันนี่เลี้ยงลูกคนเดียวเลยนะ  ให้แฟนฉันเอาไปเลี้ยง  คือ  แบบพูดไปเรื่อยอ่ะ  ได้ยินแล้วก็เซ็ง  โห  เวลาคนจะพูดนี่ไม่คิดเนอะ  (หรือคิดแบบนั้นนะ)  แต่ก็นะ  ฉันก็ได้ยินนะ  ไม่รู้จะไปต่อปากต่อคำยังไง  พอดีพี่ี่สาวแฟนก็บอกว่า  เลี้ยงช่วยกันนั่นแหละ  เลี้ยงคนเดียวไหวที่ไหน  ก็ดีนะ  ที่ว่าคนในบ้านยังมี Common sense แบบนี้  ก็ถึงอยู่ด้วยกันได้  คนนึงพูด  คนนึงขัด  คนนึงสั่ง  คนนึงทำ  ความตรงข้ามที่กลมกลืน 

น้องอึ๊  ใคร ๆ ก็อยากให้ฉันเช็ด  ส่วนฉันนะ  อ้าว  ก็ทำไงล่ะ  ลืมละ  ฮ่า ๆ ไม่เอาแล้ว  ลูกตัวโตแล้ว  เด็กไม่แตะ  เหอ ๆ ตอนลูกฉันยังเล็ก  ก็ทำเองนั่นแหละ  แต่พอโตแล้ว  ไม่เอาแล้วเหมือนกัน  ปล่อยให้พ่อกะแม่เค้าทำกันเองละกัน  ทำไม่เป็นก็เป็นเองละ  ไปทำให้  โห  ไม่เอาละ   อะไรจะเป็นน้องสะใภ้ที่ดีขนาดนั้น  รอไปก่อนนะ


ฉันทำอะไรไม่ค่อยคล่อง  เพราะจะทำแบบหวานเย็น  ช้า ๆ เนิบ ๆ ทำเรื่อย ๆ ให้ทำก็ไม่ทันใจมืออาชีพที่ยืนดูกันหรอก  ตอนฉันเลี้ยงลูก  ก็นะ  ทำไปเรื่อย  ไม่เร็วอะไรมากหรอก  ทำไปเรื่อย ๆ แต่พอแฟนอยู่เค้าจะทำให้  เพราะว่าเค้าชอบ  ชอบอาบน้ำให้ลูก  ไม่ชอบเช็ดอึ๊  เฮ้อ  ผู้ชายเลี้ยงลูกเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก 

เพราะฉันก็ทำงานนอกบ้านเหมือนกัน  ก็ทำไมคุณผู้หญิ๊งผู้หญิงถึงชอบคิด  ชอบพูด  แบบปากไม่มีหูรูดน๊า 

เอาเหอ  ตอนนี้ดีขึ้นแล้วละ  ก็ยังนี้แหละ  อ้อ ว่าแต่เดี๋ยวนี้เค้าให้เด็กกินนมจากแก้วกันแล้วนะ  เหอ ๆ ขำดี

24 ม.ค. 2552 

ฉันคงไม่ได้เข้ามาบ่นมาก แต่ไม่น้อย  อิอิ  สองวันก่อนตะบี้ตะวันทำงานให้เสร็จ  เพราะว่าต้องรีบทำให้เสร็จตามกำหนด  จะได้มีเวลาเผื่อทำงานเรียนให้เสร็จ  ไม่นานที่ทำงานเดิมโทรมา  เรายังมีเวรมีกรรมกันแน่นอน  อิอิ 

ข่าวดีค่ะ  ชวนไปกินเลี้ยงปีใหม่กันในฝ่ายเท่านั้น  ได้เรื่องสิคะ  เพราะสรรพสิ่งในโลกไม่ได้มีแค่หนึ่ง  เมื่อมีหนึ่งย่อมมีสอง  เมื่อมีดีแล้วย่อมมีร้าย  นี่ฉันลาออกมาสี่เดือนแล้วนะ  เฮ้อ  บ่นไปก็เท่านั้น  เรื่องมันเกิดจาก ISO ค่ะ  ฉันก็เลยโซซัดโซเซ  เดินเซ  รีบกลับมาทำงานที่บ้านต่อ  และขี้เกียจจะพูดค่ะ  จบข่าว  ฮ่า ๆ บ้าเหมือนเดิม  ไม่บ้าใครจะกล้าลาออกในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำได้แบบนี้ล่ะคะ

แถมอีกหนึ่งเรื่อง  ฉันเคยถูกพ่อดุเมื่อครั้งที่เคยลาออกจากงานที่แรก  เค้าบอกว่า  ฉันไม่มีความอดทน  และมีความมั่นใจในตัวเองสูง  คนเราก็มองเข้าข้างตัวเองนั่นแหละค่ะ  ฉ้นก็ว่าเป็นมีความอดทนนะ  อดทนกับอะไรต่อมิอะไรได้หลาย ๆ ปี  เพียงแต่ฉันไม่อยากจะอดทนต่อก็เท่านั้น  ส่วนอีกอย่าง  ฉันก็ว่าฉันไม่ได้มีความมั่นใจอะไรในตัวเองสูงหรอกนะ  ถ้าสูงฉันว่าฉันก็คงไปยืนหนาวอยู่ที่ไหนต่อไหนแล้ว  เพราะความมั่นใจในตัวเองสูงจะทำให้ฉันมีความทะเยอทะยานไปแบบเอาไม่กลับ  แต่ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น  ฉันเลือกที่จะอยู่แบบสบาย ๆ ไม่ลำบากมากนักด้วยความรู้อันน้อยนิดของฉัน  และฉันก็ไม่ได้มั่นใจที่จะไปที่ไหนต่อไหนแบบมนุษย์จอมพลังเสียด้วยสิ  ทั้ง ๆ ที่ทำงานยังกะยอดมนุษย์  แต่...มันเหนื่อยใจน่ะ   ฉันเหนื่อยใจเกินไป 

อาทิตย์ ที่ผ่านมานี้ฉันมีงาน  บอกตามตรงว่าเหนื่อยไม่แพ้กับที่ทำงานประจำอยู่  ออกจะมากกว่าด้วยซ้ำ  แต่แปลกที่ฉันเหนื่่อยเสร็จแล้ว  ฉันกลับไม่รู้สึกล้า  อาจจะเป็นเพราะว่าคนเรายังมีความหวัง 

ไฟดวงหนึ่งได้มอดไป  ในขณะที่แสงไฟอีกดวงหนึ่งส่องเข้ามา  ไฟที่มอดไปนั้น  เป็นเหมือนจุดบอดได้ดีเลยทีเดียว  หากไม่มีใครมาจุดใหม่  ก็คงมอดดับไปนิรันดร์กาล  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาฉันนั่งฟังพี่ที่เรียนด้วยพูดถึงวิถีชีวิตงานในสาย อาชีพของฉัน  ฉันฝึกอบรมเจ้าค่ะ  อบรมนายคน  และฉันทำงานเพื่อสังคม  เค้าบอกว่าถ้าฉันได้ทำงานในบริษัทเอกชนนี่สบายจะตาย  ไม่ต้องทำอะไรมาก 

แต่ใครจะเชื่อ  ว่าไฟของฉันมันดับลงไปนานแล้วละ  เพราะว่าฉันพอจะเข้าใจคำว่าไร้ระบบและมาตรฐานในการวิเคราะห์ไตร่ตรองของคนซะ แล้วล่ะ  แล้วฉันจะทำอะไรได้  ฉันได้แต่บอกว่า  ฉันไม่สามารถที่จะฝ่าด่านอรหันที่ไหนได้หรอก  เพราะฉันแก่แล้ว  มีลูกด้วย  แถมอยู่ในที่ที่เค้าไม่แม้แต่จะมอง 

ฉันจะทำอะไรได้นอกจากช่วยเหลือตัวเอง  และใช้แสงไฟอีกดวงนำทางเดินตนเอง  และหวังว่าไฟอีกดวงจะไม่ดับไปนานอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้  บอกแล้วในโลกล้วนผันเปลี่ยน  มีดับย่อมมีสว่าง  มีสว่างใช่ว่าจะสว่างได้ตลอดกาล  หมุนเวียนเปลี่ยนไป  ฉันบอกแล้วว่าฉันแก่แล้ว  แถมเอาใจตัวเองซะด้วยสิ


23 มกราคม 2552

นั่งหลังอดหลังแข็งทำงานที่ตัวเองรัก  แลกกับค่าตอบแทนที่ไม่อยากจะคิด  แต่ก็นะ  ก็ถ้าไม่ทำแล้วเมื่อไหร่เราจะเริ่มได้ซะที  เติมฝันเมื่อครั้งเยาว์วัย  เฮ้อ  เขียน ๆ แปล ๆ ปรับ ๆ แต่ง ๆ นะ  หนุกดีแหละ  อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเพราะยังติดเรียน  ทนอีกอึดใจไม่เกินสองเดือน  มองเห็นโอกาสหลายต่อหลายอย่างผ่านไปเพราะทำอะไรไม่ได้  ปล่อยวาง ๆ แล้วจะดีเอง 
 

21 มกราคม 2552

ไม่กี่เดือนมานี้ที่ Hi 5 ป้ารหัสมาทัก  เกิดคึกคักจะให้เขียนบันทึกเป็นภาษาฝรั่งเศส  หัวใจแทบจะวาย  ด้วยจับลงไหลงหม้อตั้งแต่ยังไม่จบป.ตรี  อัดมันซะจนครบหน่วยกิตตั้งแต่ปี 3  พอปี 4 ก็ลืมน่ะสิป้าขา  แต่เอาเป็นว่าจะรื้อ ๆ มันขึ้นมานะคะ  และไม่นานอีกเช่นกัน  โทรไปหาป้ากะจะให้ป้ารหัสช่วยซักหน่อย 

"เจ๊ ๆ ถามจริงเหอ  มาเม้นท์บอกให้เขียนภาษาฝรั่งเศสน่ะ  ที่เจ๊สอนเด็กอยู่เนี่ย  สอนวิชาเอกหรือวิชาโท"  ฉันถามด้วยหวังว่า  ถ้าป้าสอนวิชาโทจะได้ขอก็อปปี้ตำรามาอ่านเล่นมั่ง  กลับกลายเป็นว่า 

"สอนวิชาเอกว่ะ"  ป้าตอบ

อ้าว  แล้วไมมาบอกให้เราเขียนซะงั้น 

"ก็ป้าลืม  อยากให้เขียน  จะได้ทบทวน"  ป้าตอบ  "ป้าก็ไม่ได้ใช้  ลืมหมด  ได้แค่อ่านนิดหน่อย"  ป้าเสริม

ไปกันใหญ่  ไม่เป็นไร  ยังอ่านออก  แค่่เปิด Dictee เยอะหน่อยเท่านั้นนะป้านะ 

ทั้งป้าทั้งหลานที่เป็นพวกเสียดายนิยม  ไม่ยอมเลือกเรียนวิชาโทภาษาอื่น  เพราะเสียดายอ่ะ  แต่สุดท้ายก็นะ  เหมือนกันเลย